ทำเนียบรัฐบาลเตรียมเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมเป็นประธานประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเร่งแผนเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดในการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569

ซึ่งถือเป็นเวทีอำนาจทางการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก การกลับมาเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่ใช้ความพยายามทางการทูตและการเงินในการผลักดันจนบรรลุข้อตกลง MOU ร่วมกับ IMF และ World Bank ได้สำเร็จ

ย้อนรอยที่มา: ความสำเร็จในรอบ 35 ปี

ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ไทยได้รับเกียรตินี้หลังจากเคยจัดครั้งแรกเมื่อปี 2534 ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกอย่างญี่ปุ่นและตุรกีเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์จัดงานระดับนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพและศักยภาพของไทยในสายตา 191 ประเทศสมาชิก

วาระ 11 พ.ค.: กางแผนรับ VVIP 1.5 หมื่นคน

การประชุมในวันพรุ่งนี้ นายกฯ จะนำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานความมั่นคงเคาะแผนปฏิบัติการใน 3 ส่วนหลัก:

วิเคราะห์สิทธิประโยชน์: “มากกว่าแค่การประชุม แต่คือโอกาสทองของไทย”

การที่ไทยได้รับเลือกให้จัดงานนี้มีผลประโยชน์ที่จับต้องได้ใน 3 มิติเชิงกลยุทธ์:

  1. เม็ดเงินสะพัดจากกลุ่ม High-Spending: การพำนักของรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกว่า 15,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง จะกระตุ้นรายได้โดยตรงให้ธุรกิจโรงแรม สายการบิน และบริการระดับพรีเมียมในกรุงเทพฯ ทันทีในช่วงเดือนตุลาคม 2569
  2. ทางลัดดึงเม็ดเงินลงทุน (FDI): เวทีนี้คือการ "เปิดบ้าน" ให้ผู้ตัดสินใจทางการเงินทั่วโลกเห็นศักยภาพของไทยด้วยตาตัวเอง เป็นโอกาสทองในการนำเสนอเมกะโปรเจกต์และนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อดึงดูดทุนต่างชาติในระยะยาว
  3. การยกระดับมาตรฐานประเทศ: การเตรียมงานระดับสากลบังคับให้ไทยต้องยกระดับทั้งด้าน Cybersecurity และมาตรฐานบริการ (MICE) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

สรุปข้อมูล Fact Sheet:

สถานะ: ไทยคอนเฟิร์มเป็นเจ้าภาพ (ลงนาม MOU เรียบร้อย)

วันจัดงานจริง: 12 - 18 ตุลาคม 2569

สถานที่: ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ผู้เข้าร่วม: รัฐมนตรีและผู้นำการเงินจาก 191 ประเทศ